ข่าวสาร

>ข่าวสาร
ข่าวสาร 2019-10-29T13:15:54+07:00

บัญชีฯ จุฬาฯ ร่วม Oxfam จัดประชุมวิชาการลดความเหลื่อมล้ำขจัดความยากจน

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภาควิชาการธนาคารและการเงิน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน รวมทั้งพยายามมุ่งสร้างประสิทธิผลของการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงได้ร่วมกับ Oxfam International ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีพันธกิจที่จะลดความเหลื่อมล้ำและขจัดความยากจน จัดงานประชุมทางวิชาการระหว่างประเทศในหัวข้อ Sharing Prosperity : Addressing Inequality to Achieve SDG-10 in Asia พร้อมกันกับเปิดตัวหนังสือรวมบทความวิชาการว่าด้วยนโยบายสาธารณะในภูมิภาคเอเซียเพื่อขจัดความยากจน “Getting Even: Public Policies Addressing lnequality in Asia”  ในวันที่ 29-30 ตุลาคม 2562 ณ ห้อง 208 อาคารอนุสรณ์ 50 ปี โดยมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน ทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมีผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีขึ้นกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ นอกจากนี้ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ และ Oxfam International รับเกียรติจาก ดร. ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวปาฐกถาเปิดงานประชุม

ในงานประชุมวิชาการนานาชาติดังกล่าวมีการนำเสนอผลงานวิชาการและการเสวนาที่ครอบคลุมแนวทางการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติ อาทิความเหลื่อมล้ำทางเพศสภาพ ความไม่เท่าเทียมทางโอกาสในชีวิต การกดขี่แรงงานฯลฯ โดยผู้เข้าร่วมในเวทีเสวนาจากประเทศต่างๆจะร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตน และร่วมกันถอดบทเรียนเพื่อสร้างแนวทางในการแก้ไขปัญหา และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เป็นเป้าหมายของการพัฒนาระดับนานาชาติ โดยใช้แทน เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษเมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา โดย SDG ระบุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ 17 ข้อด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือการลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเสมอภาคทั้งภายในและระหว่างประเทศ เป้าหมายข้อนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในภาวะปัจจุบัน เพราะเป็นที่ประจักษ์ว่า หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถยกฐานะจากประเทศยากจน ขึ้นมาเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง อย่างไรก็ดี แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะประสบความสำเร็จในการขจัดปัญหาความยากจน แต่ส่วนใหญ่กลับพบว่า ปัญหาของการกระจายรายได้ และความเหลื่อมล้ำในรายได้และการถือครองทรัพย์สิน กลับทวีความรุนแรงมากขึ้น

หน่วยงาน Digital Social Responsibility (DSR) คณะบัญชีฯ จุฬาฯ

ปั้นโครงการ Skillful ​Digital​ Intelligence (SDI) พัฒนาทักษะดิจิทัลของนิสิต

ผศ.ดร.วิเลิศ​ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ดำริให้หน่วยงาน Digital Social Responsibility (DSR) ของคณะซึ่งนำโดย รศ.ศรัณย์ ชูเกียรติ จัดโครงการเพื่อกระตุ้นให้นิสิตพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการปรับตัวในยุคดิจิทัล​ และแบ่งปันด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้จากโครงการไปสู่สังคม​ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนาประเทศต่อไป

หน่วยงาน DSR จึงได้จัดโครงการ Skillful​ Digital​ Intelligence (SDI) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คัดเลือกนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีและคณะอื่น​ ๆ​ เช่น​ วิศวกรรมศาสตร์​ คณะเศรษฐศาสตร์​ คณะนิติศาสตร์​ ที่มีความสนใจและตั้งใจมาเข้าอบรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและแข่งขันเพื่อหาตัวแทนไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่าง ๆ ถึงแนวทางในการพัฒนะทักษะที่จำเป็น​ให้ก้าวล้ำในยุคดิจิทัล

โดยเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2562​ ที่ผ่านมาโครงการได้คัดเลือกได้นิสิต​ 10​ ทีม​ มาเข้าร่วมงาน​ SDI: First​ Round​ Hackathon​ ที่โรงแรม​ Holiday Inn สุขุมวิท​ เพื่อคัดเลือกนิสิต​ให้เหลือ​ 5​ ทีมเพื่อเข้ารอบต่อไป​ ทั้งนี้โครงการ SDI ได้รับการสนับสนุนงบประมาณหลัก​จาก​ NewSpectrum​ ​และองค์ความรู้จากบริษัทที่ปรึกษา​ EY​

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะและพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะและพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ประกาศดัชนีขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก

ของ World Economic Forum (WEF)

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศดัชนีขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลกของ World Economic Forum (WEF)  ชี้ระดับความสามารถไทยดีขึ้นแม้อันดับจะลดลง ทำให้ต้องเร่งพัฒนาหลายด้านเพื่อให้ทันกับประเทศอื่นๆ

9 ตุลาคม 2562 – คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พันธมิตรอย่างเป็นทางการหนึ่งเดียวจากประเทศไทยขององค์กรระดับโลก World Economic Forum (WEF) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในการวัดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness) ได้จัดเผยแพร่รายงานดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index: GCI) และการเปรียบเทียบความสามารถทางการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลกประจำปีล่าสุด 2019

ผศ.ดร.วิเลิศ  ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ทางคณะฯ ได้เป็นสถาบันที่เป็นพันธมิตรหนึ่งเดียวอย่างเป็นทางการของ WEF ในประเทศไทยมาหลายปี โดยรับสิทธิ์จัดเผยแพร่รายงานดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index) มีส่วนร่วมและบทบาทในการทำวิจัยระดับความสามารถของประเทศร่วมกับ WEF ซึ่งสุดท้ายก็จะนำไปคำนวณเป็นดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก โดยมีดัชนีชี้วัดทั้งสิ้น 4 มิติใหญ่และแบ่งย่อยออกมาเป็น 12 เสาหลัก ได้แก่

1. สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ประกอบไปด้วย สภาพแวดล้อมหน่วยงาน (Institutes) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Adoption) และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Stability)
2. ทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) ประกอบไปด้วย สาธารณสุข (Health) และทักษะ (Skills)
3. ตลาด (Markets) ประกอบไปด้วย การแข่งขันภายในประเทศ (Product Market) ตลาดแรงงาน (Labor Market) ระบบการเงิน (Financial System) และขนาดของตลาด (Market Size)
4. ระบบนิเวศของนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ประกอบไปด้วย การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ (Business Dynamism) และ ความสามารถทางนวัตกรรม (Innovation Capacity)
โดยดัชนีทั้ง 4 มิติ 12 เสาหลักทำให้เกิดดัชนีตัวชี้วัดทั้งหมด 103 ตัว ภายใต้คะแนนเต็ม 100 คะแนน

ในปี 2019 นี้ประเทศไทยมีค่าดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ดีขึ้นจากปี 2018 เดิม 67.5 คะแนน เป็น 68.1 คะแนนและอยู่ในอันดับที่ 40 ของโลกจากทั้งหมด 141 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ สำหรับอันดับหนึ่งปีนี้มีการล้มแชมป์เกิดขึ้น ประเทศสิงคโปร์ได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งโดยล้มแชมป์เก่า คือ สหรัฐอเมริกา ที่ตกลงไปเป็นอันดับสอง โดยอันดับสามถึงสิบมีดังนี้ฮ่องกง  เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก ตามลำดับ

ข้อสังเกตสำคัญในปีนี้ คือ ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดสูงที่สุดในโลก โดยมีค่าดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 3.5 คะแนนทำให้อันดับขยับเพิ่มขึ้นได้ถึง 10 อันดับ จากอันดับที่ 77 เมื่อปีที่ผ่านมาขึ้นเป็นอันดับที่ 67 ของโลกในปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศ ASEAN+3 พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 6 จาก 12 ประเทศ โดยเป็นรองประเทศ สิงคโปร์ (อันดับ 1) ญี่ปุ่น (อันดับ 6) เกาหลีใต้ (อันดับ 13) มาเลเซีย (อันดับ 27) และจีน (อันดับ 28) และมีอันดับสูงกว่าประเทศอื่นๆ เช่นอินโดนีเซีย (อันดับ 50) บรูไน (อันดับ 56) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 64) เวียดนาม (อันดับ 67) กัมพูชา (อันดับ 106)
ลาว (อันดับ 113) โดยที่ประเทศพม่าไม่ได้รับการจัดอันดับ

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของประเทศไทยในปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปีก่อนพบว่า
มิติที่หนึ่ง สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ประเทศไทยได้คะแนน 273 คะแนน จากคะแนนเต็ม 400 คะแนน โดยคะแนนด้านสภาพแวดล้อมหน่วยงาน (Institutions) ของไทยลดลงจาก 55.1 เป็น 54.8 โดยอันดับด้านนี้ลดลงจาก 60 เป็น 67 แต่ก็ยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน  ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) คะแนนของประเทศไทยลดลงจาก 69.7 เป็น 67.8  โดยอันดับตกจาก 60 เป็น 71 ซึ่งประเทศไทยทำได้ดีในเรื่องการเข้าถึงไฟฟ้า และการเชื่อมต่อของสนามบิน ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้อันดับของประเทศไทยทางด้านโครงสร้างพื้นฐานแย่ลงเกิดจากความหนาแน่นของระบบทางรถไฟ และความมีประสิทธิภาพของการให้บริการรถไฟ ทั้งที่ประเทศไทยได้คะแนนดีขึ้นในส่วนของอัตราการเกิดอาชญากรรมและข้อกำหนดเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน ในส่วนของด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Adoption) คะแนนดีขึ้นจาก 56.6 เป็น 60.1 อันดับขึ้นจาก 64 เป็น 62 โดยประเทศไทยได้คะแนนในระดับดีมากในด้านการใช้โทรศัพท์มือถือ ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Stability) คะแนนดีขึ้นเล็กน้อยจาก 89.9 เป็น 90 โดยอันดับขึ้นจาก 48 เป็น 43 เนื่องจากเราควบคุมระดับเงินเฟ้อได้ดี

มิติที่สอง ทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) ไทยได้คะแนน 151 คะแนน จากคะแนนเต็ม 200 คะแนน มาจากตัวชี้วัดด้านสาธารณสุข (Health) ซึ่งได้คะแนนดีขึ้นจาก 87.3 เป็น 88.9 โดยอันดับขึ้นจาก 42 เป็น 38 และตัวชี้วัดด้านทักษะ (Skills) คะแนนลดลงจาก 63 เป็น 62.3 โดยอันดับลดจาก 66 เป็น 73 แต่ก็ยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สาเหตุหลักที่ทำให้อันดับของประเทศไทยทางด้านทักษะลดลง เกิดจากทักษะของผู้สำเร็จการศึกษาแย่ลง และการสอนให้คิดเชิงวิพากษ์ที่ยังทำได้ไม่ดีนัก

มิติที่สาม ตลาด (Markets) ไทยได้คะแนน 277 คะแนน จาก 400 คะแนน โดยด้านการแข่งขันภายในประเทศ (Product Market) ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดว่าในแต่ละประเทศมีการดำเนินนโยบายที่ทำให้การแข่งขันในตลาดมีความผิดเพี้ยนไปเพียงใดและเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใดหรือไม่นั้น ประเทศไทยมีคะแนนใกล้เคียงเดิม คือ จาก 53.4 เป็น 53.5 แต่อันดับดีขึ้นมากจาก 92 เป็น 84 ด้านตลาดแรงงาน (Labor Market) มีคะแนนใกล้เคียงเดิมเช่นกัน คือ จาก 63.3 เป็น 63.4 และอันดับลดลงจาก 44 เป็น 46 แต่ในทางกลับกันกับประเทศเพื่อนบ้านที่กลายเป็นจุดเด่นของเวียดนาม ลาวและบรูไนที่มีการเติบโตสูงมากเมื่อเทียบกับปี 2018 ด้านระบบการเงิน (Financial System) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 84.2 เป็น 85.1 โดยอันดับตกลงเล็กน้อยจาก 14 เป็น 16 แต่อย่างไรก็ต้องถือว่าระบบตลาดเงินตลาดทุนของเรามีความพร้อมค่อนข้างมาก มีการพัฒนาที่ดีมาโดยตลอด และเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ด้านขนาดของตลาด (Market Size) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 74.9 เป็น 75.5 โดยเป็นอันดับที่ 18 คงที่จากปีที่แล้ว

มิติที่สี่ ระบบนิเวศของนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ไทยได้คะแนน 116 คะแนน จาก 200 คะแนน โดยด้านการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ(Business Dynamism) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 71 เป็น 72 อันดับสูงขึ้นจาก 23 เป็น 21 เนื่องจากความคล่องตัวของธุรกิจในประเทศไทยดีขึ้นจากทั้งเงื่อนไขต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น และแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการที่มากขึ้น ส่วนด้านความสามารถทางนวัตกรรม (Innovation Capability) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 42.1 เป็น 43.9 อันดับสูงขึ้นจาก 51 เป็น 50 โดยความสามารถด้านนวัตกรรมดีขึ้นจากปัจจัยทุกด้าน ทั้งการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์

ตัวเลขดัชนีชี้วัดดังกล่าวในปีนี้คงเป็นผลสะท้อนจากการพัฒนาประเทศไทยในปีที่ผ่านมา แต่บทสรุปของดัชนีต่างๆคงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขว่าเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงเพียงเท่านั้น เนื่องจากความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากการพัฒนาประเทศตามลำพัง แต่เกิดจากความสามารถในเชิงเปรียบเทียบกับการพัฒนาของประเทศอื่นๆอีกด้วย แม้ว่าระดับความสามารถของประเทศเพิ่มขึ้นแต่บริบทของเศรษฐกิจโลกก้าวพัฒนาไปมากกว่า จึงต้องอาศัยกลยุทธ์การพัฒนาที่เหนือว่าประเทศคู่แข่งขันเป็นสำคัญ

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิเคราะห์ตัวชี้วัดทั้งหมดจากผลข้อมูลจากองค์กร WEF พบว่าหากมีการเร่งพัฒนาในเรื่องของการลดการทุจริต ปรับปรุงคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะของคนในประเทศ และมีนโยบายที่ช่วยลดช่องว่างในการแข่งขันของตลาดภายในประเทศ ซึ่งเป็นดัชนีที่มีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักมาก แต่ประเทศไทยเรายังทำได้ไม่ดีนัก ก็จะสามารถทำให้ประเทศไทยมีอันดับการแข่งขันที่ดีขึ้นมากได้ ในขณะที่การพัฒนาในเรื่องของการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และการมีสุขภาพดีอายุที่ยืนยาวของคนในประเทศ ซึ่งเป็นดัชนีที่มีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักมาก และประเทศไทยทำได้ดีอยู่แล้ว รวมทั้งสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไปได้ง่าย ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด และส่งผลต่อการพัฒนาประเทศให้อยู่ในอันดับที่สูงขึ้นต่อไปได้

บัญชีฯ จุฬาฯ ร่วม TMB พัฒนาหลักสูตรความรู้การเงินส่วนบุคคล

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2562 เวลา 13.00 น. คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ

โครงการให้ความรู้ทางการเงินส่วนบุคคล ร่วมกับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนา หลักสูตรความรู้ทางการเงินส่วนบุคคล (Personal Financial Literacy) และสื่อการเรียนการสอน รวมถึงกิจกรรมในการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นมาตรฐานระดับสากล และขับเคลื่อนการพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืนเป็นเวลา 3 ปี ทั้งนี้ภาควิชาการธนาคารและการเงินเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโครงการดังกล่าว

Singapore Management university visited Chulalongkorn Business School

Asst.Prof.Dr.Wilert Puriwat, Dean of Chulalongkorn Business School, welcomed Prof.Dr.Kapil Tuli, faculty, and students of Retail Center of Excellence of Singapore Management University (SMU) on 9 October 2019. The group also attended the lecture on the topic of Retailing in Thailand delivered by Prof.Dr.Guntalee Ruenrom and Dr.Ake Pattaratanakun of Department of Marketing. Chulalongkorn Business School and Singapore Management University have been developing strong relationships on retailing and marketing academic matters for many years.

คณะพาณิชศาสตร์และการบัญชี ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 31 ปี

แห่งการสถาปนาวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์  โมกขมรรคกุล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

และคุณอโนชา เล่าพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 31 ปี

แห่งการสถาปนาวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะพาณิชศาสตร์และการบัญชี ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 37 ปี

แห่งการสถาปนาสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

ร่วมบริจาคเงินเพื่อนำไปสบทบทุนให้แก่มูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์

ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 37 ปี

แห่งการสถาปนาสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องรอยัลฮอลล์ ชั้น 1 อาคารศศปาฐศาลา